กิเลสหมอบ
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ คำว่า “วิมุตติสุข” เป็นสิ่งปรารถนาของชาวพุทธทั้งหมดทั้งสิ้น
แต่ผู้ใดที่ประพฤติปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับภิกษุ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ นี่วิมุตติสุข เทศนาว่าการ เห็นไหม “เธออย่าไปซ้อนทางกัน” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเอาชฎิล ๓ พี่น้องอีก ๑,๒๕๐ องค์ เอหิภิกขุๆ นี่วิมุตติสุขๆ
ในสมัยปัจจุบันนี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน ท่านสร้างธรรมทายาทของท่าน สิ่งที่สร้างมาๆ นั่นวิมุตติสุข วิมุตติสุขที่แท้จริง วิมุตติสุขที่แท้จริงใช้ชีวิตปกติธรรมดา แต่หัวใจเป็นสุขนะ หัวใจไม่เกี่ยวกับโลกนะ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์นะ มีวิหารธรรมในหัวใจไง วิมุตติสุข
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกาลไม่มีเวลา ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย
ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมๆ ไง สมควรแก่ธรรมก็สมควรแก่กิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของสัตว์โลกนั้น
สัตว์โลกนั้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะได้เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สิ่งที่เกิดมาๆ เป็นการยืนยันว่าอวิชชาพาเกิด คือมารมันพาเกิด
พาใครเกิด
พาจิตดวงนี้ไง กำเนิด ๔ ในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ นี่การเกิดและการตายของสิ่งมีชีวิต
แล้วสิ่งมีชีวิตทำไมต้องเกิดล่ะ
เกิดก็มันมีมารไง มันมีอวิชชาไง มันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากไง
แล้วกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ใครเป็นคนบอกล่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามารไง ถ้าไม่ได้ทำลายพญามาร มันจะเอาวิมุตติสุขมาจากไหนไง
เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะจะได้เป็นกษัตริย์ นางพิมพาเป็นมเหสี สามเณรราหุลเป็นบุตร ทุกข์ไหม แบกรับภาระครอบครัวทุกข์ไหม ต้องแบกโลกไง จะเป็นกษัตริย์ปกครองประชาชนไง ความทุกข์ความยากของประชาชน คุ้มครองดูแลให้เขามีความสุข
ความสุขอะไร
ความสุขทางโลก
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไง สิ่งที่วิมุตติสุขๆ ไง เป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสัจจะเป็นความจริงของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริง
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีอำนาจวาสนา คำว่า “มีอำนาจวาสนา” คนถ้าไม่มีอำนาจวาสนานะ ไม่เชื่ออะไรเลย เชื่อแต่เงินแต่ทอง เชื่อแต่ยศถาบรรดาศักดิ์ เชื่อแต่โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นั่นมันคืออะไร โลกธรรม ๘
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ที่วิมุตติสุข พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ พ้นไอ้สมบัติอย่างนี้ทั้งนั้นน่ะ ไอ้สมบัติที่แสวงหาที่กิเลสมันต้องการน่ะ กิเลสมันต้องการ แล้วโลกก็เป็นอย่างนั้นไง มันไม่พ้น มันโดนมันบีบมันคั้น
ฉะนั้น เวลาคติธรรมในพระพุทธศาสนาไง เวลาคนตาย ตราสัง ผูกแขน ผูกขา ผูกคอ ผูกไว้หมดน่ะ สมบัติโลก บ่วงนี้สมบัติครอบครัว บ่วงนี้สมบัติลูกหลาน ทุกข์ยากทั้งนั้น แต่มันก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เพราะมันมีอวิชชา มันมีพญามาร
แล้วเวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่ได้พบครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม มันเห็นแล้วมันติมันเตียนไง “พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้หรือ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องโลกๆ อย่างนี้หรือ”
มันเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม คนเรามีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหนไง ถ้าเขามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลาเขาทุกข์เขายากขึ้นมานะ สิ่งนั้นน่ะจะปลอบประโลมหัวใจของเขา ถ้าปลอบประโลมหัวใจของเขา เห็นไหม
เวลาคนที่มีบุญและมีบาป เวลาคนที่มีบาป ตกทุกข์ได้ยากขึ้นมาบาปกรรมมันให้ผล เวลาคนที่มีบุญๆ สิ่งที่สมความปรารถนาทางโลก โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ แล้วก็ติดกันอยู่อย่างนั้นไง
ถ้าติดกันอยู่อย่างนั้น เห็นไหม คติธรรมๆ ที่เวลาตราสังศพ สังคนตายนั่นน่ะ เป็นคติธรรมเตือนคนเป็น แล้วคนเป็น เวลาไปงานศพเขาก็ไปนั่งแต่ปรับทุกข์กันไง แล้วคนตายก็ตายนอนอยู่ในโลงไง ไอ้คนเป็นเขานั่งปรับทุกข์กันนั่นไง
แต่เวลาคนที่มีสติมีปัญญานะ เขาฟังธรรมครูบาอาจารย์แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติของเขาขึ้นมา เวลาจะฝึกหัดปฏิบัติของเขาขึ้นมา นี่ทำตามข้อเท็จจริงไง ไม่ใช่ฝึกหัดบูชากิเลส
กิเลสมันพาเกิดมาแล้ว แล้วเวลาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง ปฏิบัติมันก็ต้องเป็นพิธีกรรมไง ปฏิบัติทางโลกไง จะไม่ได้เทียมหน้าเทียมตาเขา เวลาเขาฝึกหัดปฏิบัติ พิธีกรรมมันยิ่งใหญ่อลังการ เราก็ต้องการเป็นอย่างนั้นไง
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่ได้สอนอย่างนั้นเลย
โคนไม้ ที่ว่าง เรือนว่าง เวลาฝึกหัดเพื่อจะเอาหัวใจของตน สถานที่อย่างนั้นน่ะมันเป็นที่สงัดวิเวกไง สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมรักษาความสงบสงัดอันนั้น แล้วคอยชี้หนทางให้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริง ตามข้อเท็จจริงอยู่ที่ไหนไง
เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติ ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติของท่านเพื่อให้เป็นเครื่องอยู่ของใจ
คำว่า “หัวใจของคน” คนที่หาไม่เป็น หาไม่ได้ มันหาไปแต่กิเลสมันพางมโข่งอยู่นั่นน่ะ
แต่จะเอาจริงเอาจังขึ้นมา เรามีสติมีปัญญา เรามีความซื่อสัตย์ของเรา เรามีข้อวัตรปฏิบัติของเราเป็นเครื่องอยู่ของใจ
ใจมันอยู่ในร่างกายนี้อยู่แล้ว ใจมันส่งออกไง ส่งออกจะไปเอายศถาบรรดาศักดิ์ จะเอาฤทธิ์เอาเดช เอาคุณงามความดี แล้วมันไม่ได้ดีอะไรทั้งสิ้นสักอย่างหนึ่ง
แต่เรามีข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา สิ่งที่เป็นวินัย เป็นวินัยข้อห้ามนั่นน่ะ นั่นล่ะเป็นรั้วรอบขอบชิด ถ้าเป็นรั้วรอบขอบชิดขึ้นมาเพื่อจะแสวงหาหัวใจของตน
ถ้ามีรั้วรอบขอบชิดแล้ว รั้วรอบขอบชิดแล้ว แล้วมันทำอย่างไรต่อล่ะ
เรามีศีลไง มีกติกาควบคุมดูแลของตนไง แล้วข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาเป็นการเคลื่อนไหว
เช้า สิ่งที่เป็นวัตรในศาลาไง ต้องเตรียมน้ำล้างเท้า น้ำล้างบาตร น้ำต่างๆ ขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเราต้องออกบิณฑบาต บิณฑบาตเลี้ยงชีพไง เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนามาบวชเป็นพระ
ถ้าบวชเป็นพระก็เป็นพระปฏิบัติขึ้นมา เขาจะมีข้อวัตรปฏิบัติของเขา ข้อวัตรปฏิบัติอย่างนี้เพราะว่ารักษาหัวใจให้มันอยู่ในร่างกายนี้ จิตใจหัวใจให้อยู่ในร่างกายนี้ แล้วพยายามจะศึกษาค้นคว้าหาหัวใจของตน
แล้วถ้าหาหัวใจของตน คนที่มีอำนาจวาสนาเขาทำข้อวัตรปฏิบัติด้วยความรื่นเริง ด้วยความอาจหาญ ด้วยความปกติสุข ด้วยความสุขความสงบความระงับ ด้วยความชื่นบาน
แต่เวลากิเลสมันเบียดมันเบียนไง มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา เกี่ยงงอนกัน นั่นน่ะมันเป็นคดในข้อ งอในกระดูก เห็นไหม มันคิดในใจ แต่เวลามันทำ มันทำออกมาไปกระทบกระเทือนกับคนอื่นเขาไง
แต่ถ้าเป็นอำนาจวาสนาของเราไง เราทำด้วยความชื่นบาน ทำด้วยความสงบสุข ทำด้วยความเครื่องอยู่ของใจ ใจมันอยู่กับเรา มันมีความปกติสุข ถ้ามันแห้งแล้ง มันไม่มีข้อวัตรปฏิบัติของมัน มันก็ส่งออก
เขาเป็นฆราวาสเขาก็ทำอย่างนี้ แล้วมาบวชเป็นพระขึ้นมา ทำไมเราต้องมีหน้าที่การงานแบบนี้
เรามีหน้าที่การงานแบบนี้เพราะอะไร
เพราะว่าเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราบวชเป็นพระๆ เราบวช อุปัชฌาย์ยกเข้าหมู่ไง ถ้ายกเข้าหมู่ สังฆะ สงฆ์ สงฆ์เขาทำกันอย่างนี้ สงฆ์ที่มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัตินี้ไว้ด้วยการศึกษาค้นคว้าของท่าน เวลาท่านออกฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ท่านไปเผชิญกับกิเลสในหัวใจของท่าน
เวลาเผชิญกับกิเลสในหัวใจของท่าน เห็นไหม บุคคล ๔ คู่ คู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ เวลาท่านอบรมบ่มเพาะขึ้นมาไง เป่ากระหม่อม เป่ากระหม่อมลูกศิษย์ลูกหาไง สิ่งที่เป่ากระหม่อมขึ้นมา ให้เขาฝึกหัดศึกษาค้นคว้าขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของเขา ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงในหัวใจของเขา เขาจะมีความปกติสุขของเขา
ศีล สมาธิ ปัญญา
การฝึกหัดปฏิบัตินะ จิตตภาวนา
เราเวลาฝึกหัดขึ้นมา เราฝึกหัดด้วยสัญชาตญาณ อารมณ์ภาวนา ภาวนาด้วยอารมณ์เป็นสัญญาอารมณ์ในความเป็นโลกียะ ในสถานะของความเป็นมนุษย์ ในสถานะของจิตที่ได้สร้างบุญสร้างบาปมาเป็นจริตนิสัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้เป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง วิธีการทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ๔๐ วิธีการหาความสงบระงับเข้ามาในหัวใจของตน
ถ้าหัวใจของตนสงบระงับเข้ามา มันจะเริ่มต้นจากผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติของตนให้เจริญก้าวหน้าของตนไป ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา มันจะเป็นความปกติสุขที่เราปรารถนา ที่เราศึกษาค้นคว้าธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก
พระออกฝึกหัด ออกประพฤติปฏิบัติแต่ละองค์ๆ จนเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์ไปมากมายมหาศาล
แต่ศึกษาค้นคว้าทำไม
สัตตรสวัคคีย์ พระภิกษุ ๑๓ องค์ ที่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติข้อสิ่งใดก็แล้วแต่ เขาจะเล็ดเขาจะลอด เขาจะปลิ้นเขาจะปล้อนของเขาไป เป็นอนุบัญญัติ อนุบัญญัติมากมายมหาศาลเลย นี่ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติแล้วล้มเหลว ล้มเหลวเพราะอะไร เพราะด้วยพญามาร ด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเขา เขาไม่มีอำนาจวาสนาที่เขาชนะตัวเขาเองได้
ถ้าเอาชนะตัวเขาเองได้นะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เวลาจิตมันสงบระงับเข้ามามันจะเป็นความมหัศจรรย์นะ
แล้วเวลาเราผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ พอผู้ปฏิบัติใหม่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา มันก็ปฏิบัติบูชากิเลส ให้กิเลสมันครอบงำตามแต่กิเลสมันจะบงการ
แต่ถ้ามีวาสนานะ มันเห็นร่องเห็นรอย ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา พระไตรปิฎกมันเป็นการยืนยันถูกหรือผิด สัมมาหรือมิจฉา
เวลาในภาคปัจจุบันนี้ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้กับพระปฏิบัติ พระป่า ครอบครัวกรรมฐาน
ถ้าใครมีอำนาจวาสนา มันจะยึดสิ่งที่ว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นศาสดา ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ มันจะไม่ห่างไกล มันจะไม่ทิ้ง ทิ้งสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงนี้ไปเลย
แต่ถ้ามันเป็นกิเลสๆ ไง มันมีมุก มันมีการฝึกหัดปฏิบัติลัดสั้น จะบรรลุได้เร็ว
ไร้สาระสิ้นดี
เวลาฝึกหัดปฏิบัตินะ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธไง ตั้งสติของเราไว้ ถ้ามันมีกำลังของมันขึ้นมานะ คำว่า “มีกำลัง” ดูสิ เริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติครั้งแรก หรือเริ่มต้นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ เวลาเราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ คว้าน้ำเหลวทั้งนั้นเลย
เพราะมันเป็นความรู้สึก มันเป็นนามธรรม แล้วจะไปจับต้องสิ่งใด จับต้องตรงไหน
ก็ปลายจมูกไง ปลายจมูก สิ่งที่กระทบอุ่นๆ นั่นน่ะ ตั้งสติของตนไว้ ถ้าฝึกหัดปฏิบัติด้วยวาสนาของคนนะ เวลามันมีกำลังของมันขึ้นมา จิตมันเริ่มสงบระงับบ้าง มีกำลังขึ้นมา มันรู้มันเห็นน่ะ กิเลสมันหมอบเลยล่ะ
เวลากิเลสมันหมอบ เห็นไหม กิเลสมันหมอบ เวลามันหมอบขึ้นมา มันหมอบ มันหมอบเพื่ออะไร มันหมอบ มันจะพาออกนอกลู่นอกทางไง
เวลาเราไปเจอเสือมันหมอบ หมอบเพื่อมันจะตะครุบเหยื่อ มันจะหาเหยื่อของมัน
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นมันคัดมันค้าน มันดีดมันดิ้น มันทุกข์มันยาก เริ่มต้นตั้งแต่ไม่เชื่อว่ามันเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร
เวลาฝึกหัดปฏิบัติไป สิ่งที่เราศึกษาค้นคว้ามา ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ มันเป็นการยืนยันว่า หัวใจที่มันพัฒนาไปแล้วมันจะมีความมหัศจรรย์อย่างนั้น ถ้ามีอำนาจวาสนา
นี่ก็เหมือนกัน เราเป็นปุถุชนคนหนา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา เราเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติใหม่ไง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เวลามีอำนาจวาสนานะ มันมีความสงบระงับบ้าง มีสงบระงับบ้าง เห็นไหม กิเลสมันหมอบ
คำว่า “กิเลสมันหมอบ” มันหมอบคือกิเลสเริ่มต้น เริ่มต้น เห็นไหม หายใจเข้าก็ติดขัด หายใจก็จับต้นชนปลายไม่ได้ จับสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลย
มีสติมีปัญญา มีศรัทธาความมั่นคงของเรา กำหนด เห็นไหม ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ท่านบอก เริ่มต้นต้องบังคับ
เหมือนเด็กฝึกงาน เด็กฝึกงานมันไม่เคยเป็นงานขึ้นมา มันก็ทำสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปทั้งนั้นน่ะ
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เริ่มต้นต้องบังคับๆๆ บังคับให้มันหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ บังคับให้มันเกาะลมหายใจไว้ เกาะคำบริกรรมนั้นไว้ แล้วถ้าบังคับๆ ถ้ามีอำนาจวาสนา มันมีกำลังของมัน กิเลสมันหมอบ มันหมอบมันมีกำลังนะ
ถ้าโดยข้อเท็จจริง เวลามันหมอบมันมีกำลังของมัน มันก็จะเห็นนิมิต มันจะไปรู้ไปเห็น เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติได้ยินเสียงปี่พาทย์ไง ดนตรีไทย ได้ยินเสียง โอ๋ย! เทวดามาขับกล่อม
กิเลสมันหมอบ มันหมอบเพื่อมันจะทำร้าย เวลากิเลสมันหมอบ มันหมอบเพื่อจะทำร้าย มันหมอบเพื่อผลประโยชน์มันไง ทั้งๆ ที่มีวาสนานะ นี่พูดถึงเวลาประพฤติปฏิบัติ
กิเลสมันร้ายนัก เวลากิเลสมันหมอบ มันหมอบ มันรอจังหวะที่จะทำร้ายไง ทำร้ายคือมันพาออกนอกลู่นอกทางไปรู้ไปเห็นนิมิต เป็นผู้วิเศษ เป็นผู้ที่มีอำนาจวาสนา เตลิดเปิดเปิงไปเลย
สัปปายะ ๔ ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ท่านจะให้ตั้งสติแล้วบริกรรมให้มันชัดเจนของมัน ชัดเจนของมัน กิเลสมันจะสงบระงับขนาดไหน เราพยายามฝึกหัดของเราให้ชำนาญในวสี ชำนาญในการฝึกหัดปฏิบัติ นี้เป็นพื้นฐานของผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ
แล้วถ้ามีอำนาจวาสนานะ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เวลากิเลสมันหงายท้องเลย
เราเห็นสัตว์ไหม เวลามันจะกัดกัน มันตั้งท่าที่มันจะทำร้ายกัน ถ้ามันสู้ตัวอื่นไม่ได้ มันจะนอนหงายท้องคือยอมแพ้ ยอมจำนนทุกๆ อย่าง
จิต จิตถ้าฝึกหัดปฏิบัติของเราไปไง หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ทำบ่อยครั้งเข้าๆ เริ่มต้นถ้ากิเลสมันหมอบ มันหมอบนี้มันต่อมันต้าน มันหมอบ ถ้ามันพลิกแพลง มันหมอบทำให้เราปฏิบัติขาดตกบกพร่องไปทั้งนั้นน่ะ ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเราควบคุมมันไม่ได้ไง
เวลากิเลสมันหงายท้องนะ เพราะเรามีสติมีปัญญาทำของเราให้ละเอียดรอบคอบขึ้น กิเลสมันหงายท้องคือมันยอมจำนนนะ
สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตถ้ามันสงบระงับไง
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ สมาธิแก้กิเลสไม่ได้
ไม่มีสัมมาสมาธิ เห็นไหม ทั้งเสือ ทั้งหมา เวลาหมานะ เวลามันจะกัดกันมันก็ตั้งท่าของมัน เวลาหมามันสู้ตัวที่เก่งกว่าไม่ได้ มันจะนอนหงายท้องเลย ยอมแพ้ ยอมแพ้ เห็นไหม
จิตสงบแล้ว สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วมันทำอะไรล่ะ
มันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมไง
นี่ไง สิ่งที่เวลา ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธินี้มันเป็นความปกติสุข สมาธินี้มันให้ผลเป็นสุขแน่นอน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
ถ้าไม่มีวาสนานะ มันจะดำเนินการต่อเนื่องไปไม่ได้เลย แล้วเวลามันเจริญแล้วเสื่อมๆ ตีอกชกตัวนะ ทำไมมันเป็นอย่างนั้นๆ
เพราะอะไร
เพราะการฝึกหัดปฏิบัติไง ถ้าการฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้นจากปุถุชน กัลยาณชน ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ ปฏิบัติจนสิ้นกิเลสไป เวลาสิ้นกิเลสไป ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ท่านจะคอยชี้แนะ คอยบอกเราให้เราเจริญก้าวหน้าไง ถ้าเจริญก้าวหน้า ถ้ามันไม่เจริญก้าวหน้า มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย คำว่า “สุดวิสัย” นี่อำนาจวาสนาของคน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เวลาพระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาต้องมีอำนาจวาสนามามากกว่านั้น เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริง นี้อยู่ในพระอภิธรรมเลย พระอรหันต์ต้องสร้างอำนาจวาสนามาอย่างน้อยแสนกัป คำว่า “แสนกัป” มันมีวาสนา
ที่ว่า กิเลสมันจะหมอบหรือกิเลสมันจะหงายท้อง
ถ้ากิเลสมันหมอบ มันก็เป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิยังมีความรู้ความเห็นที่มันจะปองร้าย ที่มันจะทำอีลุ่ยฉุยแฉก ที่ทำให้ออกนอกลู่นอกทางไป แล้วไม่มีความชำนาญ
ถ้ามีความชำนาญขึ้นมา ชำนาญในวสี ทำความสงบให้บ่อยครั้งเข้าๆ จนถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิ สมาธิที่ถูกต้องชอบธรรม กิเลสมันหงายท้องเลย ทั้งเสือทั้งหมามันหงายท้อง มันยอมแพ้ พอมันยอมแพ้ มันเป็นมิตร มันมีโอกาสได้วินิจฉัยไง ถ้ามีโอกาสได้วินิจฉัย เห็นไหม
สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ
มันข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่ไม่มีสมาธินะ กิเลสมันทั้งไม่หมอบและไม่หงายท้องด้วย มันมีแต่ชักนำออกไปนอกลู่นอกทางทั้งนั้นน่ะ ชักนำออกนอกลู่นอกทาง
ดูสิ ดูศรัทธา ศรัทธา เวลาคนที่เสื่อมจากศรัทธา มันเลวร้าย มันทอดทิ้งพระพุทธศาสนาไปเข้ารีตเลย
“เราเป็นชาวพุทธ ทำสิ่งใดก็ไม่ได้ เป็นบาปๆ ไปหมดเลย ต้องถือศีลๆ ต้องมีเสียสละทาน มันเป็นความวุ่นวาย มันเป็นความลำบาก”
ละทิ้งไปเลย เวลามันเสื่อมศรัทธา แค่ศรัทธา เห็นไหม
นี่เหมือนกัน เวลาฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา เราจะมีความมั่นคงของเรา เราจะฝึกหัดปฏิบัติ อยู่ที่อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลไง ถ้าอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล เราเห็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา วิมุตติสุขๆ เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมา พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลมากมาย แต่พระในสมัยพุทธกาลก็สร้างปัญหาไว้จนวินัย ๒๔,๐๐๐ ข้อ ร้อยแปดพันเก้า มันอยู่ที่วาสนาของคน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น”
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ใครไม่มีบุญกุศลไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ในศรัทธาในพระพุทธศาสนานะ ใครที่ไม่ได้ออกฝึกหัดปฏิบัติ เขาเกิดมาเสียชาติเกิด
ถ้าเราออกฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราได้ตรวจสอบอำนาจวาสนาของเราว่ากิเลสมันสงบตัวลงหรือไม่ ถ้าสงบตัวลงมันจะหมอบ หมอบแล้วเราไม่มีความสามารถให้มันพาออกอีลุ่ยฉุยแฉก แล้วออกไปนอกลู่นอกทางเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้มีความรู้มากมายมหาศาล แล้วได้อะไรขึ้นมา
ทั้งๆ ที่เริ่มต้นเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง แต่ถ้ามีอำนาจวาสนามากขึ้น เราทำแบบเดิมนั่นน่ะ จากที่มันหมอบ มันหมอบ มันต่อมันต้าน มันคอยจะทำลายความเสียหาย มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น คำบริกรรมชัดเจนขึ้น ทำให้มันชำนาญขึ้น มันหงายท้องเลย มันหงายท้องมันให้โอกาสเราไง ได้พิสูจน์ได้ตรวจสอบ ได้พิสูจน์ได้ตรวจสอบๆ ทำความสงบของใจเป็นหรือเปล่า
ถ้าทำความสงบของใจเป็น หลวงปู่มั่นไง จิตตภาวนาๆ จิตเป็นอย่างไร กิเลสมันหมอบหรือมันหงายท้อง ถ้ามันหมอบ มันหมอบระวังให้ดีนะ ถ้ามันหมอบ มันยังไว้ใจไม่ได้นะ ถ้ามันหมอบขึ้นมา ถ้ามันกัดมันฉีกขึ้นมา มันจะบาดเจ็บรุนแรงนะ แล้วถ้ามันกัดรุนแรงขึ้นมามันถึงกับเสียชีวิต ถึงกับตายนะ
แต่นี่เวลามันทำลายอะไร มันทำลายความเพียรไง เวลามันพาออกๆ ออกจากที่เราจะสร้างคุณงามความดีไง แล้วก็ออกอีลุ่ยฉุยแฉกไปเรื่องร้อยแปดพันเก้า นี่ความเป็นมิจฉาไง เป็นอภิญญา อภิญญาที่ข้อเท็จจริง เขามีข้อเท็จจริงของเขา
ไอ้นี่จิตมันอ่อนแอ จิตมันไม่มีกำลัง แต่ให้กิเลสมันถูลู่ถูกังไป แล้วก็เป็นอุปาทานหมู่ไปไง
ถ้าเรามีสติมีปัญญานะ เราทำความสงบของใจเข้ามา นี่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง เวลาครูบาอาจารย์ จิตตภาวนาๆ เราก็ศึกษาค้นคว้าหาจิตของตน
จิตของตน เวลาจิตมันสงบๆ ไง กิเลสมันจะหมอบลง เราก็ทำต่อเนื่องของเรา กิเลสมันจะหงายท้อง จากมิจฉาจะเป็นสัมมา จะขนาดไหนก็แล้วแต่ เราตั้งสติของเราไว้ แล้วศึกษาค้นคว้าของเราไว้ จากสมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา
คำว่า “ยกขึ้นสู่วิปัสสนา” เห็นไหม ทั้งกิเลสมันหมอบ ทั้งกิเลสมันหงายท้อง นั้นก็คือวิธีการหลอกของมันไง ถ้ามันวิธีการหลอกของมัน สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ
แต่สมาธิก็มีความสุขเป็นครั้งเป็นคราวไง สมาธิก็มีอำนาจวาสนา มีบุญกุศลของหัวใจของตนไง ถ้าทำความสงบของใจไม่ได้ ไม่รู้จักพุทธะ ไม่เห็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตตภาวนา จะเอาจิตเริ่มต้นตกตรงไหนไปภาวนา
เริ่มต้นภาวนาก็ด้วยวาสนาของตน เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีศรัทธา เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จากศรัทธาเป็นอจลศรัทธา
ศรัทธาๆ มันคลอนแคลน เวลามันเป็นอจลศรัทธา เห็นไหม ศรัทธาเพราะอะไร รูป รส กลิ่น เสียง เป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร รูป รส กลิ่น เสียงที่การดำรงชีวิตของเรานี่แหละ มาบวชเป็นพระๆ พระก็มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีใจเหมือนกัน ทำข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา มันก็ทำข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาจากอายตนะ ความสัมผัสของผิวหนังนี้ ถ้ามีการศึกษา มีการเล่าเรียน ก็เล่าเรียนจากดวงตานี้ด้วยการศึกษาค้นคว้าท่องบ่นวิชาการ
ถ้ามันจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา มันจะค้นคว้าหาหัวใจของตนให้ได้ ถ้าค้นคว้าหาหัวใจของตนให้ได้ เวลาทำความสงบของใจเข้ามา มันหมอบหรือมันหงายท้อง
ทั้งหมอบทั้งหงายท้องมันเป็นกิริยาของจิตทั้งนั้น กิริยาของจิตที่มันเป็น มันอยู่ที่วาสนาไง วาสนาของคนที่มีอำนาจวาสนาขึ้นมา มันก็เป็นเสือเป็นสางเลยล่ะ เวลามันหมอบมันจะกัดมันฉีกเอา แล้วถ้ามันหงายท้อง หงายท้องก็ไว้ใจมันไม่ได้ เพราะหงายท้องเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา เพราะมันเป็นสัตว์นักล่า ถ้าเป็นหมา เป็นหมาที่สายพันธุ์มันดุร้าย มันก็จะกัดจะฉีก เวลามันหมอบมันเพื่อจะเอาชนะคะคานกัน
แต่ถ้ามันเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา ถ้ามันหงายท้อง หงายท้องขึ้นมา สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ แต่สมาธิทำให้เรามีโอกาส สมาธิยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้
ทั้งกิเลสมันหมอบ ทั้งกิเลสมันหงายท้อง นั่นคือวิธีการหลอกของมัน ถ้าเรารู้เราเห็นของเราขึ้นมา ยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
เห็น เห็นอะไร ถ้าเป็นกิริยา กิริยาอย่างไร
เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ธรรมารมณ์ๆ มันเป็นอาการของจิตไง จิตเสวยอารมณ์ จิตยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดให้มันเป็นความทุกข์ความยาก
ความทุกข์ความยาก ความทุกข์ความยากมันเกิดมาจากไหน
เกิดมาจากการพลั้งเผลอ เกิดจากขาดสติ เกิดจากการที่ไม่คุ้มครองดูแลหัวใจของตน
ถ้ามันคุ้มครองดูแลหัวใจของตน เริ่มต้นการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันดีงาม เราก็ไม่ต้องรุนแรงกับมันจนเกินไป ถนอมรักษาไว้ การเข้าและการออกทำให้มันเป็นปกติสุข ปกติสุข เห็นไหม
เราเป็นนักรบ เราบวชเป็นพระ เป็นพระที่จะต่อสู้กับกิเลส ภาวนาตลอดชีวิต ภาวนาตลอดเวลา คำว่า “ภาวนาตลอดเวลา” จิตรักษายากๆ
ทำความสงบของใจเข้ามา มันจะหมอบ มันจะหงายท้อง มันจะยอมจำนนขนาดไหน เราก็ต้องพัฒนาหัวใจของตน
พอมันรู้มันเห็น ถ้ามันรู้มันเห็น ธรรมารมณ์ อารมณ์ที่เกิดจากจิต สิ่งที่มันน่าไว้วางใจไม่ได้ ถ้าอารมณ์มันเกิดจากจิต ถ้ามันจับต้องของมันได้ จับต้อง
จากเดิมเราเกิดสัญชาตญาณ จับต้องอะไร เราเกิดเป็นมนุษย์นี่ สัญชาตญาณของคนนี่ โลกียปัญญาจะไปจับต้องอะไร
ก็ใช้ความคิดนี่ไง ที่ว่ามันเป็นปัญญาๆ มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิไง ปัญญาอบรมสมาธิมันด้วยเหตุด้วยผลของมัน เห็นไหม มันจะหมอบหรือมันจะหงายท้อง มันจะหดตัวเข้ามา หดตัวเข้ามา ทั้งหมอบและหงายท้องนั้นเป็นการหลอกของกิเลสอีกชั้นหนึ่ง
อีกชั้นหนึ่ง หมายความว่า เริ่มต้นจะทำสัมมาสมาธิ เริ่มต้นจะทำสมถะ สมถกรรมฐาน ฐานแห่งการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
เกิดเป็นมนุษย์ไง เราเป็นชาวพุทธไง ทำบุญก็ไปวัดไง แต่ถ้าฝึกหัดก็มีร้าน มีที่ให้พึ่งอาศัยไง มันเป็นวัตถุภายนอกทั้งนั้นน่ะ วัตถุภายนอกเพราะอะไร เพราะเราเกิดเป็นคน นี่จริงตามสมมุติไง ถ้าจริงตามสมมุติ มันก็มีปัจจัยเครื่องอาศัยไง
บวชเป็นพระ บวชเป็นพระก็เหมือนกัน บวชเป็นพระก็มีกุฏิ มีร้าน มีที่หลบภัย มีที่กันแดดกันฝน มีบริขาร ๘ มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นของสงฆ์ ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ในหัวใจของตน ถ้าหัวใจของตนมันสงบระงับเข้ามาไง ถ้าสงบระงับเข้ามาด้วยวาสนา ด้วยจริตนิสัย ด้วยกิเลส ด้วยกรรมของสัตว์ มันหมอบนะ กิเลสน่ะ
เริ่มต้นจากมันหมอบ มันหมอบเพราะมันจะเอาคืนไง
การประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในหัวใจของเราเอง แล้วในหัวใจของเราเองที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราจะล้มลุกคลุกคลานอยู่ ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนเริ่มต้น จากขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ ถ้าสมาธิ ถ้าเราได้สัมผัส รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง
เราเกิดมาๆ ไง ปัจจัยเครื่องอาศัยทุกอย่าง โลกเขามี เราก็มี โลกเขาแสวงหาได้ เราก็แสวงหาได้
แต่ธรรมล่ะ สติล่ะ สมาธิล่ะ แล้วปัญญาล่ะ
ทุกคนก็ช่วยกันแสวงหา แล้วแสวงหาของใคร
นี่ไง อยู่ที่อำนาจวาสนาไง อยู่ที่จริตนิสัยไง
ฉะนั้น เวลากิเลสมันหมอบ มันหมอบอย่างไร หมอบแล้วมันจะพาเราไปไหน ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ที่ดีงามไง
ถ้าเวลามันหมอบแล้วมันจะพาไปไหนนะ พุทโธชัดๆ เพราะมันหมอบได้ด้วยคำบริกรรม มันหมอบได้ด้วยปัญญาอบรมสมาธิ
พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ
แต่ของเราไม่ใช่อย่างนั้น เวลากิเลสมันหมอบ แล้วมันพาส่งออก มันวิ่งไปนู่นน่ะ ไปรู้ไปเห็นที่มันส่งออก มันจะไปกับมันนู่นน่ะ นี่ไง มันถึงว่า เวลากิเลสมันหมอบ มันหมอบเพื่อจะทำร้าย มันหมอบเพื่อจะกัดจะฉีก
แต่ถ้าเรามีสติปัญญาให้มากขึ้นให้ดีขึ้น จากที่มันหมอบๆ มันแพ้ไง มันพ่ายแพ้สติ พ่ายแพ้คำบริกรรม มันหงายท้องเลย พอมันหงายท้องขึ้นมานะ สัมมาสมาธิ มันมีโอกาสให้เราได้ฝึกหัด
ถ้ามันเห็นทั้งกิริยาหมอบและกิริยาหงายท้อง นั้นคือวิธีการหลอก คือเล่ห์เหลี่ยมของมัน ถ้าเล่ห์เหลี่ยมของมัน ถ้าเราเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เล่ห์เหลี่ยมของมันไง อารมณ์ความรู้สึกมีขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าไม่สมบูรณ์แบบ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เป็นไปไม่ได้
รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร
ถ้าเป็นบ่วงของมารมันก็รัดคอ เป็นพวงดอกไม้ก็ชื่นชม เก่ง ภาวนาเยี่ยม ยอดเยี่ยมไปหมด นี่มันพวงดอกไม้ มันเยินมันยอ กิเลสมันหมอบ มันจะพาออกแล้ว ถ้าบ่วงมันรัดคอ มันหงายท้อง หงายท้องแล้วทำอย่างไรต่อไป เวลาหงายท้อง
ทั้งหมอบและทั้งหงายท้อง นั้นคือกิริยาของจิต ถ้ามันจับได้ เห็นไหม สติปัฏฐาน ๔ ถ้าสติปัฏฐาน ๔ มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในการเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติ
หลวงปู่มั่นไง จิตตภาวนาๆ
ถ้าจิตมันไม่สงบ จิตมันไม่มีกำลัง มันจะไปรู้อะไร
จิตมันไม่มีกำลังขึ้นมา ถ้ามันฝึกปฏิบัติใหม่ มันก็กิเลสหมอบนั่นแหละ หมอบเพื่อจะกัดเพื่อจะฉีก ไม่ได้หมอบเพราะความจำนน
มีสติสัมปชัญญะขึ้นมา บริกรรมบ่อยครั้งเข้าด้วยสติสัมปชัญญะของเรามากขึ้น มันหงายท้องเลย
เพราะมันมีมิจฉาและสัมมา มันมีถูกและมีผิดไง
อะไรถูก อะไรผิดล่ะ
ไอ้ถูกน่ะทำไม่ได้ ไอ้ผิด เวลามันเกิดขึ้น หลงระเริงไปกับมันเลย แล้วเวลามันกัดมันฉีกขึ้นมา ล้มระเนระนาดขึ้นมา หน้าชื่นอกตรม นักปฏิบัติทั้งหลายทำหน้าชื่นนะ นักปฏิบัติรื่นเริง ในหัวใจเศร้าหมอง ในหัวใจมันกัดกร่อนความรู้สึกของเรา
ถ้ามีอำนาจวาสนานะ พยายามของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาแล้ว ผ่านประสบการณ์ที่จะเอาให้กิเลสมันอยู่หมัด จะเอาความสงบระงับในหัวใจของตนที่จิตมันตั้งมั่น จิตตั้งมั่น จิตมีกำลัง
ถ้าจิตตั้งมั่น จิตมีกำลังขึ้นมา ถ้ามันเห็นกิริยา เห็นการหลอกลวง เพราะกิเลสเป็นนามธรรมไง กิเลสก็เป็นนามธรรม แต่ไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมา มันจะไปรู้จักกิเลสได้อย่างไร
กิเลสเป็นนามธรรม แม้แต่ทำสมาธิมันก็ต่อมันก็ต้าน มันก็พลิกมันก็แพลงของมันอยู่อย่างนี้ แล้วมันต่อมันต้าน มันอย่างว่าจริตนิสัย เราจะเน้นย้ำ “จริตนิสัย อำนาจวาสนาของคน” ตลอดเวลา เพราะมันมีเชาวน์ปัญญา เวลาครูบาอาจารย์ท่านแสวงหาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติก็แสวงหาตรงนี้ ถ้ามันละเอียดรอบคอบ
คนเราสติไม่สมบูรณ์ มันเหมือนคนบ้า คนบ้ามันก็จะต้องจับส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา
ไอ้นี่เราสติสมบูรณ์นะ แล้วสมบูรณ์แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันโดยสัจจะโดยความจริงมันต้องแหลมคม แหลมคมกับความรู้สึกของเรา แหลมคมกับสิ่งที่เราฝึกหัดปฏิบัตินี่ มันฝึกหัดมันต้องแหลมต้องคมขึ้น
เวลาทำข้อวัตรปฏิบัติมันยืดมันยาด มันอืดมันอาด นั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ขอให้อยู่กับข้อวัตรนั้น เครื่องอยู่ของใจไง แล้วใจมันดีขึ้นของมันขึ้นมา มันจะเห็นคุณค่าเลย แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นธรรมนะ เวลามันเข้าที่เข้าทาง รีบวางเลย หลับตา เราจะเอาจิตของตนให้ได้ จิตนี้สำคัญที่สุด แล้วถ้ามันได้ขึ้นมาแล้วนะ เก็บไว้ในหัวใจ
ในวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม ท่านห้ามคุยกัน ห้ามอวด ห้ามโม้ เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไป รู้แล้วอยากโม้ นั่นน่ะเขาเรียกว่าธรรมแตก
เวลาธรรมแตกๆ เวลาปฏิบัติขึ้นมาเจียนอยู่เจียนตาย มันกว่าจะได้ความสงบระงบเข้ามาบ้าง กิเลสมันพาโม้ พาธรรมแตก พอธรรมแตกขึ้นไป พอโม้เสร็จแล้ว ทุกข์แล้ว เอ! เขาจะเชื่อเราหรือไม่เชื่อเราเนาะ เอ! ที่พูดไปมันเกินเลยไปบ้างหรือเปล่า มันเป็นการอวดอุตริหรือไม่ มันเป็นความวิตกกังวล มันเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ของเราท่านถึงห้ามโม้ ห้ามอวด
ถ้าโม้ อยากโม้ อยากอวด อาจารย์นั่น ขึ้นไปหาอาจารย์เลย
หาอาจารย์เพื่ออะไร
ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ที่ปฏิบัติมาอย่างนี้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง เออ! ใช่ แล้วทำอย่างไรต่อ
ให้ละเอียดรอบคอบขึ้น จากหมอบให้มันหงายท้อง จากทั้งหมอบทั้งหงายท้อง ขุดคุ้ยค้นคว้าให้เห็น
ไม่รู้ไม่เห็นกิเลส จะแก้กิเลสอย่างไร แล้วที่รู้ที่เห็นมันเห็นนิมิต ถ้ากิเลสมันหมอบ นั่นพาออก มันคิดว่านั่นเป็นธรรมนะ แล้วมันพาออกอีลุ่ยฉุยแฉกไปเลย เตลิดเปิดเปิงไปไหนไม่รู้ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันอ่อน เพราะสติมันอ่อน สมาธิมันอ่อน
แต่ที่ว่า ถ้ากิเลสมันหมอบได้ แสดงว่ามันก็มีสมาธิของมัน แล้วมันก็พาเตลิดเปิดเปิงไป ความเตลิดเปิดเปิงไปนั้นเป็นวิปัสสนาหรือ
เวลากิเลสมันหงายท้อง มันหงายท้องเพราะมันยอมจำนน ก็มีความสุขไง ไอ้นั่นมันเป็นปัญญาหรือ
ทั้งหมอบและทั้งหงายท้องนั่นน่ะเป็นกิริยาที่มันลวงโลก มันลวงโลกนะ แต่ไม่สำคัญเท่ากับลวงเรา แล้วสติปัญญา นักปฏิบัติมีสติปัญญาแค่นี้นะ แล้วอะไรมันเป็นกิเลสล่ะ
เวลามันรู้มันเห็นไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ กิเลสคือตัณหาความทะยานอยาก สมุทัย ความอยากได้อยากเป็น ความต้องการธรรมะ สิ่งที่สมุทัยมันเจือปนมา นี่ไง กิเลสมันหมอบ มันจะกัด มันจะฉีก ถ้าสติปัญญามันเท่ามันทันไง มันแยกมันแยะของมันไง
ดูสิ เวลาเสือ เวลาเขาจะดูแลรักษามัน เขาต้องวางยามันนะ วางยาเสร็จแล้วต้องเอาผ้าปิดตาด้วย แล้วยังต้องให้ออกซิเจน เดี๋ยวมันจะสำลักตาย เขาต้องว่า มันเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร มันร่างกายสมบูรณ์หรือไม่ เขายังต้องดูแลรักษาอย่างนั้น
ไอ้นี่เรานักปฏิบัตินะ เราจะดูกิเลส เราจะค้นคว้ากิเลสในหัวใจของตน ถ้าเราค้นคว้ากิเลสในหัวใจของตน เราต้องมีสติปัญญา มันจะรู้จะเห็นของมัน สุตมยปัญญา ปัญญาศึกษาค้นคว้า ปัญญาอบรมสมาธิ เราก็ได้ทำแล้ว ปัญญาๆ ที่เราใช้ปัญญามาตลอด หยุดคิดๆ นี่ จิตนอก จิตนอกก็กิเลสจากภายนอกนี่ไง ขันธ์อย่างหยาบ ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน การรู้การเห็นนั่นน่ะวาสนา
พระกรรมฐาน พระปฏิบัติ สิ่งที่ทำไม่ได้คือยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ทำสมถะ ทำสมาธิ โดยพื้นฐานทำได้ เพราะอะไร เพราะมันเป็นเรื่องสัญชาตญาณความรู้สึกเลย แล้วลัทธิทุกศาสนาเขาโม้สมัยนี้ไง แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่มี แต่สมัยนี้เพราะโลกมันเจริญ พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปในโลกทั้งหมด เขาศึกษาค้นคว้า เขาก็ทำสมาธิ
แล้วทุกลัทธิศาสนา ศาสนาแรกของโลกคือศาสนาถือผี แล้วสิ่งที่เขาเป็นศาสดาก็ศาสดาของผีไง ก็เป็นนามธรรมไง เขาก็ทำสมาธิ อ้างว่าทำสมาธิ
สมาธิสัมมาหรือมิจฉา สมาธิ สมาธิอย่างไร
ในพระพุทธศาสนาของเราไง ศีล สมาธิ ปัญญา
เริ่มต้นๆ ขึ้นมาก็ศึกษาค้นคว้า ในทางโบราณเรา อักษรขอม อักษรมคธ เราต้องไปวัดไปวาไปศึกษาค้นคว้าไง
โดยชาติไทย พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กษัตริย์ในประเทศไทยถึงได้แปลเป็นภาษาไทย พอแปลเป็นภาษาไทย มันก็ได้ศึกษาได้ค้นคว้า ศึกษาค้นคว้าขึ้นมามันก็เป็นสัญญา เป็นความจำทั้งนั้น
ฉะนั้น เวลาภาคปริยัติ เขาบอกว่า ถ้าจากการฝึกหัดปฏิบัติที่แท้จริงต้องได้บาลี ได้บาลีมันจะเป็นกุญแจไขเข้าไปสู่ตู้พระไตรปิฎก เพราะบาลีมันก็ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษาค้นคว้ามันจะเข้าใจในธรรมไง
แต่เป็นภาคปฏิบัติๆ ถ้าไม่มีสมาธิ ทำสมาธิไม่เป็น มันจะเอาอะไรไปศึกษาค้นคว้า เพราะมันเป็นพระไตรปิฎกพุทโธ พระไตรปิฎกผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันเป็นพระไตรปิฎกในจิต มันต้องไปแก้ไขที่นั่นไง ถ้ามันแก้ไขที่นั่นน่ะ
เวลาถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ต้องทำสมาธิๆ ไง
ทำไมต้องทำสมาธิๆ
ทำสมาธิโดยพื้นฐานใครก็ทำได้ ฤๅษีชีไพรเขาทำมาทั้งนั้นน่ะ แล้วในภาคปฏิบัติขึ้นมา ใครจะฉลาด ใครจะอ่อนแอ ใครจะเป็นเหยื่อ ใครจะพ้นจากเหยื่อ มันก็ทำสมาธิทั้งนั้นน่ะ
แล้วสมาธิเวลาทำไปแล้วนะ มันก็เป็นกิเลสหมอบ เพราะมันมีกำลังขึ้นมาบ้างไง แล้วอีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทางนะ แล้วมันไม่มีครูบาอาจารย์คอยเบรกคอยยับยั้งไง
สัปปายะ ๔ ครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะ
แต่ถ้าเราแสวงหา เราแสวงหาครูบาอาจารย์อย่างนั้นมันก็พ้นจากสัปปายะ ๔ ไปแล้ว มันเป็นครูบาอาจารย์ เห็นไหม ดูสิ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปเรียนกับสัญชัยไง นู่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่ๆ เรียนจนหมดพุงแล้วก็ไม่ใช่อยู่นั่นน่ะ มันไม่ใช่ทางแล้วล่ะ
เพราะท่านมีสติสัมปชัญญะของท่าน เวลาไปเห็นพระอัสสชิไง พระอรหันต์มีกิริยาในความสงบระงับขึ้นมาจากภายใน เวลาตามพระอัสสชิไป
“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนอย่างไร”
“ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ”
มันต้องมีเหตุมีผลของมันไง มีเหตุมีผล
เหตุคืออะไร
เหตุคือถ้าทำสมาธิๆ ถ้ากิเลสมันหมอบ เพราะทำสมาธิมันก็เป็นสมาธิจริงๆ นั่นแหละ แต่เวลากิเลสมันหมอบขึ้นมามันก็อีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทางไปไง พอออกนอกลู่นอกทางไป มันก็ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม แล้วครูบาอาจารย์เป็นสัปปายะมันไม่เป็นสัปปายะไง มันพาอีลุ่ยฉุยแฉกไปไง
แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ทำอย่างนั้นไง ท่านถึงให้มีข้อวัตรปฏิบัติไว้ ถ้าเอ็งทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจวาสนา ก็ยึดข้อวัตรนี้ไว้ ไม่ให้กิเลสมันพาเตลิดเปิดเปิงไป มันสำคัญ สำคัญที่สมาธิก็ทำไม่ได้นี่ไง
แล้วพอสมาธิมันทำได้ เป็นสมาธิแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาตรงไหน
ทั้งกิเลสมันหมอบ ทั้งกิเลสมันหงายท้อง นั้นเป็นกิริยาที่ลวงโลกทั้งนั้น แล้วลวงเราด้วย แล้วก็เอาสิ่งที่รู้ที่เห็นน่ะ
มันก็แค่ส่งออก ส่งออกไปรับรู้ ส่งออกไปเป็นความรู้สึก แล้วไปรู้ไปเห็นเข้าแล้วยังทำให้ตัวเองตื่นเต้น ทำให้ตัวเองยึดมั่นถือมั่น ทำให้ตัวเอง
เฮ้ย! มันก็เป็นความรู้สึกเรา มันก็เกิดจากจิตเรา ทำไมเอ็งไม่มีสติปัญญาเลยหรือ
ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ทั้งกิเลสหมอบและกิเลสหงายท้องนั้นเป็นกิริยาการหลอกลวงของมันทั้งสิ้น กิเลสสำคัญนัก สมาธิ กว่าจะทำสมาธิได้ ทำเป็นสัมมาสมาธิได้ มันก็ต้องมีความชำนาญ ชำนาญในวสี ในการทดสอบตรวจสอบตลอดเวลา แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันจะเป็นพระปฏิบัติในพระป่า ในพระกรรมฐาน ในครอบครัวกรรมฐานที่สมถกรรมฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา
ไอ้นี่สมาธิมันก็ทำไม่ได้ แล้วเวลากิเลสมันหมอบ มันพาไปตลอดอีลุ่ยฉุยแฉกหมดเลยนะ แล้วเวลามันหงายท้องก็ไม่เข้าใจอีก หงายท้องทำไม หงายท้องนี้แสดงว่าเราชนะแล้วใช่ไหม หงายท้องแล้วแสดงว่าเราบรรลุธรรมหรือ
หงายท้องนั่นน่ะ เดี๋ยวมันก็พลิกตัวขึ้นมา แล้วมันก็จะกัดจะฉีก เพราะอะไร แก่นของกิเลส
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายสิทธัตถะเวลาจะหักเรือนยอดของเรือน ๓ หลังไง พญามารคร่ำครวญร้องไห้ไปฟ้องลูกสาว ความโลภ ความโกรธ ความหลง
เรือน ๓ หลังคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เรือนยอดของมันคืออวิชชา นี่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหักเรือนยอดนั้น กิเลสมันร้องไห้คร่ำครวญจนโลกจะแตก
แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบระงับแล้ว ถ้าฝึกหัดปฏิบัติ เริ่มต้นจากการฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติแล้ว ถ้ามันมีกำลังของมันบ้าง ถ้ากิเลสมันหมอบ แล้วถ้ามันพาเตลิดเปิดเปิงนะ เราไม่เอา เราไม่ไปกับมัน พยายามตั้งสติไว้ อยู่กับพุทโธชัดๆ อยู่กับพุทโธชัดๆ ถ้าอยู่กับพุทโธชัดๆ มันพัฒนาขึ้น มันจะดีขึ้นไง
ในบรรดาสัตว์ ๒ เท้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเราไม่มีกำลังที่เราจะชนะกิเลสของเราได้ไง เราระลึกพุทโธๆ เราคบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เวลาชาวพุทธๆ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง พระอานนท์ถามเลยว่า ต่อไปอนาคตถ้าคนระลึกถึงพระพุทธเจ้า ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ให้ไปที่ไหน
ให้ไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ที่เกิด ที่ตรัสรู้ ที่แสดงธัมมจักฯ ที่ปรินิพพาน
นั่นก็เป็นภายนอก เป็นวัตถุภายนอก เห็นไหม เวลาคนไปกราบไปไหว้เขายังชื่นใจ เขายังระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ไอ้นี่เราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราระลึกถึงพุทโธๆๆ เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าโดยนามธรรม เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าโดยพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทำไมมันจะไม่มหัศจรรย์ แต่เพราะเราอ่อนแอเอง เราทำแล้วเราไม่ตั้งใจจริง หนึ่ง สอง อำนาจวาสนาที่เราได้สร้างมา ที่ได้สร้างมานะ มันจะวินิจฉัยอะไรผิดอะไรถูก
เราเห็นครูบาอาจารย์มากมาย เวลาพระที่มีชื่อมีเสียงที่เขาไปศึกษา เขาทิ้งหมด เขาไม่สนใจ เขาหาไปทางอื่นแล้วพิสูจน์
ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก พิสูจน์จากการฝึกหัดปฏิบัติของเรานี่
เวลาครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างไรก็แล้วแต่ แล้วถ้าเราทำตามนั้น ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ ครูบาอาจารย์โกหก
แล้วว่าถ้าเราทำของเรา ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมแล้ว ขึ้นไปหาท่าน ถาม เพราะท่านเป็นอาจารย์ เราเป็นลูกศิษย์ เราเป็นผู้ที่แสวงหา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้ใครมีอำนาจเลยในพระพุทธศาสนา ให้สงฆ์ปกครองสงฆ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าสงฆ์ปกครองสงฆ์ สงฆ์ที่เป็นอาวุโส สงฆ์ที่เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่สามารถอธิบายหรือไม่สามารถชี้ทางให้กับลูกศิษย์สัทธิวิหาริก มันจะเป็นอาจารย์ไปได้อย่างไร
ถ้ามันเป็นอาจารย์ ถ้าเราศึกษาค้นคว้าแล้ว เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาแล้วตามข้อเท็จจริงแล้ว ถ้าไปหาครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ไปไหนมา สามวาสองศอก แสดงว่าอาจารย์ไม่เป็น มันก็เหมือนพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะอยู่กับสัญชัยไง เราก็ไปหาที่ถูกต้องชอบธรรม เราไปหาครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางให้เราได้
ฉะนั้น เราฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาด้วยอำนาจวาสนานะ เว้นไว้แต่ถ้าเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาเป็นสังคมอย่างนั้น เราก็อย่าไปยุ่งกับเขา เราไม่เข้าไปสังคมอย่างนั้น ถ้าเรามีสติมีปัญญา เราจะเอาความจริงของเราไง
การปฏิบัติบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากพระอานนท์ไว้เลย “ให้ปฏิบัติบูชาเราเถิดๆ”
แล้วเราปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เราระลึกพุทโธๆๆ เราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงขึ้นมา ถ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็หัวใจเราเป็นพุทธะ หัวใจเป็นพุทธะ
จิตวิญญาณของคนเวียนวายตายเกิดในวัฏฏะ มันมีของมันอยู่แล้ว แล้วได้เกิดเป็นมนุษย์มันเป็นการยืนยัน มีกายกับใจๆ แล้วเวลาร่างกาย คนเกิดมาต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราเป็นนักปฏิบัติขึ้นมา ปัจจัยเครื่องอาศัยมันขาดแคลนตรงไหน
ถ้าเวลามีสติมีปัญญานะ มีสติมีปัญญาได้ใคร่ครวญของเรา มันชนะกิเลสเป็นชั้นๆ เข้ามาเลยล่ะ ไอ้ที่ว่ามันหมอบ ไอ้ที่ว่ามันหงายท้องนั่นน่ะ มันจะรู้มันจะเห็นของมันเลย รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้ามันเท่าทันนะ มันจากปุถุชนเป็นกัลยาณชน แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ไง
ไอ้ทั้งหมอบ ไอ้ทั้งหงายท้องนั่นน่ะ มันเป็นกิริยา มันเป็นวิธีการหลอกอาการหนึ่งของมัน แล้วเวลาเรามาสงบแล้วมันมีกำลังนะ มันเห็นของมัน มันไปอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ โอ้โฮ! กิเลสนี้ร้ายนัก
แล้วมันร้ายกับใคร
ร้ายกับหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้ไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติมันก็ทุกข์มันก็ยาก มันทุกข์ยากเพราะกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันเป็นพวกบ้าสมบัติ มันไปกว้านเอาทุกอย่างมาเผาลนหัวใจเราทั้งนั้นเลย
ฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนาไง เช้าให้ทำบุญตักบาตร ทำบุญตักบาตรเพราะแก้ไอ้บ้าหอบฟางในใจนี่แหละ ให้การเสียสละ การเสียสละนั้นมันเป็นไทยทาน ไทยทานเป็นวัตถุที่เราเสียสละได้ แต่ไอ้ความยึดมั่นถือมั่น ไอ้สิ่งที่มันเป็นจริตนิสัย มันเกี่ยวพันกันไป ถ้าเราทำทาน
ทาน ศีล
ศีลคือสีละ คือกำลังที่เราจะตั้งมั่นของเราขึ้นมา สีละ เพราะมันเป็นรั้วรอบขอบชิด มันห้ามไง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ห้ามทำอย่างนั้นๆๆ
แล้วศีลก็คือข้อวัตรไง ศีลก็คือกฎกติกาไง แล้วถ้าเราพุทโธๆ เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิของเรา ถ้าจิตของเรามันไม่คิดฟุ้งซ่าน มันไม่คิดร้อยแปดพันเก้าออกไป มันจะผิดตรงไหน มันก็ไม่เห็นผิดใช่ไหม ถ้าไม่ผิดขึ้นมา ถ้าเวลามันสงบสุขขึ้นมา เราจะทำความสงบสุขขึ้นมาไง เวลามันสงบสุขขึ้นมา เห็นไหม ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
เราดูแลหัวใจของตน แล้วทำหัวใจของตน แล้วให้ตรวจสอบไง ทำซ้ำๆ เวลาทำสิ่งใดไปแล้วให้ทำซ้ำ ทำซ้ำขึ้นมา ดูที่กิริยาอาการสิ่งต่อต้านภายในมันเป็นอย่างไร
ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
ขณิกะมันก็มีสงบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วด้วยบาปด้วยบุญของคนไง มันจะหมอบหรือมันจะหงายท้อง
หงายท้องเพราะสติปัญญาเราดี หงายท้องเพราะเรารอบคอบ เพราะมันยอมจำนน มันไม่กัดไม่ฉีก มันไม่ทำลายเราไง
แต่ถ้าเราขณิกสมาธิ จิตมันสงบระงับเข้ามามันมีกำลังของมัน ถ้ามันหมอบ มันไม่หงายท้อง มันหมอบคือมันต่อต้าน มันหมอบ มันอีลุ่ยฉุยแฉก มันหมอบคือมันจะพาออกไปทางอื่น แล้วออกไปทางอื่น แล้วเราจะกำจัดกิเลส ศีล สมาธิ เราทำความสงบของใจเข้ามา มันมีปรากฏการณ์ไง มันมีความรู้สึก มันมีแรงต้าน มีแรงกระทำต่างๆ ร้อยแปดที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาไง เราก็พุทโธของเราต่อเนื่องไป
แต่ส่วนใหญ่มันไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนใหญ่ไปแล้ว พออะไรที่มันเกิดขึ้นมันจะฝังใจ แล้วฝังใจนะ เวลาทำสิ่งใดมันก็จะเจอปัญหาอย่างนี้ แล้วปัญหาอย่างนี้ถ้ามันก้าวล่วงไปก็จบ อย่างเช่น เวลานั่งแล้วมันจะเอียงทางโน้น มันจะเอียงทางนี้ แล้วจะเอียงอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าเราไม่ไปสนใจนะ เอียงก็เอียงไป ไม่เกี่ยว ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อไม่เอียงนี่ เอียงก็เอียงไป เอ็งจะเอียงก็เอียงไป แต่จิตเราไม่เอียง เดี๋ยวมันก็จบ
ถ้ามันจะสร้างปัญหาให้คาใจอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วสิ่งที่คาใจ มันก็หวาดระแวงว่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วมันเป็นเรื่องของเราเสียด้วยนะ
ถ้าเป็นคนอื่นเขาทำลายทำร้ายเรา เราก็ยังว่าคนอื่นทำลายทำร้ายเรา แต่นี่มันเป็นเรื่องของเราเสียด้วยนะ แล้วมันเป็นเองเสียด้วย เห็นฤทธิ์ของมันหรือไม่
ถ้าเราใช้สติปัญญาแล้วทำซ้ำ ถ้าทำดีงามขึ้นมา เวลามันหงายท้องนะ จบ ปัญหาไม่มี ปัญหาต่อไปคือว่า มันหงายท้องแล้ว แล้วทำอย่างไรต่อ
หงายท้องแล้วมันก็เป็นวิธีการปฏิบัติรอบหนึ่ง เวลาพระกรรมฐานปฏิบัติตลอดชีวิต มันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น มันจะมีสิ่งใดมันพัฒนาการขนาดไหน เราจะทำของเรา เห็นไหม จากขณิกสมาธิ อุปจาระ อุปจาระมันจะรู้จะเห็นนี่แหละ เพราะอุปจาระมันจะมีความสงบแล้วความรับรู้ อัปปนานี่สักแต่ว่าปรากฏ คือตัวมันโดยเฉพาะเลย ตัวจิตนี้ จิตเวลาเข้าอัปปนาสมาธิ เขาเรียกรวมใหญ่ รวมใหญ่มันมีในสมาธิและมีในวิปัสสนาด้วย
ถ้าในวิปัสสนา เวลามันพิจารณาของมันเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป บุคคลคู่ที่ ๑ เวลาสมุจเฉทปหาน ขณะนิโรธดับทุกข์ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เกิดอีก ๗ ชาติ ถ้าพิจารณาให้มันละเอียดขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เวลามันทำให้มีอำนาจวาสนาขึ้นมา ทั้งจะหมอบหรือจะหงายท้องขึ้นมา มันเป็นวิธีการการหลอกที่เราจะศึกษาค้นคว้าให้มันเป็นข้อเท็จจริงให้ได้
เวลาเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง มันพิจารณาไปแล้ว เวลาบุคคลคู่ที่ ๒ เวลามันขาด กายเป็นกาย จิตเป็นจิต มันแยกเลย นี่รวมใหญ่
การรวมใหญ่ในวิปัสสนามันแยกระหว่างกายกับจิตเลย กายเป็นโพธิ จิตเป็นกระจกใส ชัดเจน แล้วแยกโดยวิปัสสนา แยกโดยอริยสัจ แยกโดยความเป็นจริงนะ
ไม่ใช่ว่ากิเลสมันหมอบแล้วมันพาอีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทาง แล้วก็สร้างภาพขึ้นมาให้เป็นอย่างนั้น
ให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างไร
ใครจะเป็นอะไรก็ได้ แต่มันมีเหตุมีผลตรงไหน ใครจะเป็นพระอรหันต์ ใครจะบรรลุธรรม เชิญ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ แต่เอ็งต้องพูดเหตุถูกต้องชอบธรรม
มันไม่มี เพราะอะไร
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ดับอย่างไร
“เราไม่ต้องมีขณะก็ได้ เราไม่ต้องไปอยู่ในกลุ่มเขาก็ได้”
ก็ได้ๆ เห็นไหม กิเลสมันหมอบ แล้วมันกัดมันฉีก มันพาออกนอกลู่นอกทาง พาออกตามความพอใจของตน ตนรู้ตนเข้าใจอย่างใดก็ว่าสิ่งนั้นจะเป็นธรรม เอาแต่ตามความพอใจของตนเพราะตนไม่มีต้นเหตุ ตนไม่มีทุนเดิม ตนไม่มีการพัฒนาการของจิต
จิตตภาวนาๆ แล้วพัฒนาการ พัฒนาการไปโดยกิเลสมันหมอบหรือมันหงายท้อง แล้วเวลามันหลอก มันหลอกอย่างไร แล้วเวลามันรู้เท่า การขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส
เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาฝึกหัดปฏิบัติไง กิเลสเป็นอย่างไร เริ่มต้นจากจิตเป็นอย่างไรก่อน จิตตภาวนา
ถ้าจิตภาวนามันเห็นกิเลสเป็นข้าศึก แล้วถ้าเห็นกิเลสเป็นข้าศึก กิเลสเป็นนามธรรม คำว่า “กิเลสๆ” กิเลสมันเป็นใคร เดี๋ยวจะเอาไปฆ่าไปทำลายมันเลย
แล้วนักปฏิบัติเยอะแยะไป เอาปืนไปยิงมัน เอาระเบิดปามัน เราฟังแล้วแปลกประหลาด
มันจะมีปัญหาต่อเมื่อมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ ดำริชอบคืองานชอบธรรม งานชอบธรรมในสมถกรรมฐาน ถ้างานไม่ชอบธรรมในสมถกรรมฐานจะไม่มีจิตตภาวนา จะเป็นอารมณ์ภาวนา จะเป็นกิเลสมันหมอบแล้วมันพาอีลุ่ยฉุยแฉกไป แล้วแต่มันจะสร้างเรื่องของมันขึ้นมา
แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง เห็นไหม เราจะทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ก่อน ถ้าใจสงบระงับเข้ามาให้ได้ ถ้ามันหมอบ มันยังกีดมันขวางอยู่ เราก็ต้องฝึกหัดปฏิบัติให้มากขึ้น การเข้าและการออก การทำความสงบของใจให้ได้
จากที่มันกีดมันขวาง มันพลิกมันแพลง มันกีดมันขวาง มันพลิกมันแพลงจริงๆ นะ เวลาเราทำสมาธิสิ ถ้าวันไหนมันกระทบรุนแรง มันลงไม่ได้เลย แล้วเวลามันเสื่อม เวลามันตีกลับ โอ๋ย! เวลามันตีกลับ เห็นไหม เขาเรียกกรรมฐานม้วนเสื่อ
กรรมฐานนักปฏิบัติเวลาม้วนเสื่อก็เลิกเลยไง เยอะแยะไป เลิกดีกว่า ทำมาทุกข์เจียนตาย ทำไมต้องมาทรมาน
ก็ทรมานกิเลสไง ตบะธรรมมันจะแผดเผากิเลสไง กิเลสคือเชื้อไข คือต้นเหตุให้เราทุกข์เรายาก คือต้นเหตุให้เราสร้างเวรสร้างกรรม แล้วในการฝึกหัดปฏิบัติมันเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมไหมล่ะ
ตบะธรรม คำว่า “ตบะธรรม” ไง เราฝึกหัดปฏิบัติตบะธรรมคือมันแผดเผา เราจะแผดเผากิเลสตัณหาความทะยานอยากของเราด้วยตบะ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา
ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา เกิดจากไหน ถ้าไม่ใช่จิตตภาวนา
จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาจะลบล้างก็ลบล้างกันด้วยจิตดวงนั้น ลบล้างกันด้วยจิตดวงนั้นเพราะจิตดวงนั้นจะต้องทำสัมมาสมาธิเข้าไปสู่จิตดวงนั้น ถ้าเข้าไปสู่จิตดวงนั้น เวลาถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มันจะเป็นภาวนามยปัญญา
ถ้าเป็นภาวนามยปัญญา มันก็เป็นวิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ถ้าวิธีการดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ มันก็อยู่ในอริยสัจ อยู่ในทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์
ถ้าวิธีการดับทุกข์ ถ้าจิตถ้ามันไม่สมุจเฉทปหาน ถ้ามันไม่มีขณะ มันไม่นิโรธ มันยังไม่ดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์นั้นก็จะต้องฝึกหัดปฏิบัติ จะต้องชำนาญการ
เวลาปัญญามันหมุน เวลามรรคมันหมุน มันจะเห็นน่ะ มันจะรู้มันจะเห็นว่า เวลามรรคมันหมุนมรรค ธรรมจักร จักรมันเคลื่อน เคลื่อนแล้วมันทำลายอวิชชา ทำลายไอ้กิเลสที่มันหมอบ ไอ้ที่มันหงายท้องอยู่นั่นน่ะ
แล้วกิเลสของใคร มันสร้างปัญหาให้ใคร
มันไม่ได้สร้างปัญหาให้คนอื่นเลย เรื่องของคนอื่นเขา เรื่องของสังคม มันก็ยังอยู่ในความวุ่นวายของสังคมอยู่อย่างนั้น แล้วสังคมจะเอาชนะคะคานกัน มันก็สร้างเวรสร้างกรรมกันต่อไป
เราถือพรหมจรรย์ เราจะฝึกหัดปฏิบัติของเรา เวลามันเกิดความสงบระงับ ให้เป็นสัมมาสมาธิ ให้จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา
เห็น เห็นความเจ้าเล่ห์ เห็นความหมอบ เห็นการหงายท้อง เพื่อหลอกเพื่อลวงให้เราเชื่อไปในความเห็นของเขา ในกิริยาของเขา ในการหลอกลวงของเขา ถ้าเรามีสติปัญญา เราจับต้องของเราได้ เราจับได้ เราพิจารณาได้ด้วยว่ามันเป็นกิริยาการหลอกลวงของตัณหาความทะยานอยาก ของสมุทัย ของอวิชชา นี่ถ้าเราจับของเราได้ งานชอบ
งานในความทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจคือทำพรหมจรรย์ของตน ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว งานในการใช้สติปัญญา งานโดยการภาวนามยปัญญา นี่งานชอบ วิธีการดับทุกข์ไง ด้วยมรรคที่มันเคลื่อนไปด้วยสติด้วยปัญญา เวลาปัญญามันหมุนเข้าไปมันคนละเรื่องกับการทำความสงบของใจแล้ว
เพราะการทำความสงบของใจ ๔๐ วิธีการ มันดื้อมันด้านเพราะมันเป็นปุถุชนคนหนา เพราะมันถูมันไถของมันไง เราด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยความเพียร ด้วยความวิริยะ ความอุตสาหะ มันสงบมันระงับเข้ามา
แล้วสงบเข้ามาแล้ว มันสงบแล้วมันจะเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา มันจะพลิกมันจะแพลงโดยกิเลสมันขัดมันแย้งมันมาตลอด ทั้งๆ ที่เริ่มต้นเกิดจากมัน เกิดจากอวิชชา เกิดจากพญามาร เกิดจากการเกิดนี่แหละ
แต่เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาแล้วจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาด้วยมรรค ๘ ด้วยวิธีการดับทุกข์ ด้วยอริยสัจ ด้วยสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางพระพุทธศาสนา
เราทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบแล้ว ถ้าสงบ มันหมอบหรือมันหงายท้อง เราทำของเราขึ้นให้เป็นสัมมา ให้มันถูกต้องชอบธรรม ให้เห็นกิริยา เห็นการหลอกการลวงของมัน เห็นไหม เวลาเราใช้สติใช้ปัญญายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเริ่มภาวนามยปัญญา มรรค วิธีการดับทุกข์ วิธีการฝึกหัดปฏิบัติ มันจะทดสอบตรวจสอบ มันจะเป็นข้อเท็จจริง จิตตภาวนา จิตมันจะรู้ จิตมันจะเห็น จิตมันจะมหัศจรรย์ ตั้งแต่ปุถุชน กัลยาณชน ยกขึ้นสู่โสดาปัตติมรรค จะเป็นบุคคลคู่ที่ ๑ ถ้าขณะ เวลาพิจารณาไปแล้วมันสมดุลของมัน
เริ่มต้นมันปล่อยวางๆ ปล่อยวางนี่เขาเรียกชั่วคราวๆ ตทังคปหาน การชนะชั่วครั้งชั่วคราว ชั่วครั้งชั่วคราวก็เกือบเป็นเกือบตายนะ ขณะชั่วครั้งชั้วคราว มันก็ต้องความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะของเราเต็มกำลังของเรา
แต่เวลามันสมดุล มันคล่องตัวขึ้น โอ้โฮ! เห็นความมหัศจรรย์ มันอยากได้อยากดี ต้องพัก พักเพื่อทำความสงบของใจบ้าง ใช้สติปัญญาทำของเรา เพราะเราไม่ไว้วางใจ
ปล่อยวางๆ ปล่อยวางชั่วคราวทั้งนั้นน่ะ พอมันสมบูรณ์แบบของมันไง เวลาขณะ ขณะคือว่าสมุจเฉทฯ นิโรธมันดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ ขึ้นมามันสมบูรณ์แบบ จากโสดาปัตติมรรคจะเป็นโสดาปัตติผล
คำว่า “คู่” มันมีเหตุและผล
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านจะเทศน์จะเน้นเรื่องเหตุ พยายามให้เรามีกำลังใจ พยายามให้เรามีความมุมานะ
มนุษย์จะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร แล้วเวลาทุกข์เวลายาก เราเอาศาสดา เอาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปเผชิญกิเลสไง ฉันอาหารของนางสุชาดา วันนี้ถ้านั่งไม่ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะไม่ยอมลุกจากที่เลย
เข้าไปเผชิญหน้ากับมันตลอด สมบุกสมบันมา ๖ ปี ๖ ปีอีลุ่ยฉุยแฉกไง เดี๋ยวมันหมอบ เดี๋ยวมันหงายท้อง เดินตามทำนองคลองธรรมของมันไง ถึงเวลาแล้วสิ่งที่ทำมาแล้วมันไม่ใช่ข้อเท็จจริง เวลาข้อเท็จจริงขึ้นมา ฉันอาหารของนางสุชาดา แล้วพยายามปฏิบัติ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาญาณ อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา เรือนยอดของเรือน ๓ หลังได้หักลงแล้ว
เวลาเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นข้อเท็จจริงจากศาสดาของเรา ศาสดาของเราเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาตามข้อเท็จจริงนั้น เอาข้อเท็จจริงนั้น เวลาแสดงธัมมจักฯ ไง ทางสองส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคือวิธีการปฏิบัติด้วยมรรค ๘ ถ้ามรรค ๘ มีสัจจญาณ มีกิจจญาณไง
พระอัญญาโกณฑัญญะ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เห็นไหม จากที่ว่ามันหมอบและมันหงายท้อง คือกิริยาที่มันหลอก แล้วใจมันจับได้ไหม สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจากใจเราหรือไม่
ถ้าเกิดจากใจของเรา แล้วเราฝึกหัดใช้ปัญญา จิตตภาวนา นี่วิธีการดับทุกข์ จักรมันจะเคลื่อน ภาวนามยปัญญาเคลื่อน แล้วมหัศจรรย์มาก
สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา เห็นไหม ไอ้ทั้งหมอบและไอ้ที่หงายท้องนี่แหละจินตนาการทั้งนั้น แล้วเราจับสิ่งใดไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลย หลงระเริงไปกับมันด้วยความด้อยปัญญา ด้อยวาสนา
ถ้าครูบาอาจารย์เราท่านมีวาสนา เอ๊อะ! ไม่เชื่อ แล้วทบทวนใหม่ เริ่มต้นกันใหม่ เริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องไปทุกข์ใจ ความคิดเกิดดับ ความคิดร้อยแปดในหัวใจ แล้วถ้าเริ่มต้นใหม่ก็อีกรอบหนึ่ง คิดขึ้นมา แล้วจับตัวมันให้ได้
สมาธิจับ ปัญญาตัด ตัดด้วยภาวนามยปัญญา
ถ้ามันตัดด้วยภาวนามยปัญญา เห็นไหม มัคโค ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
ที่เราล้มลุกคลุกคลานกันอยู่นี่แหละ เวลามันตั้งตัวได้นะ มันก็มหัศจรรย์นะ คนที่ชำระล้างกิเลส คนที่สลัดสังโยชน์ ๑๐ มันเป็นมนุษย์ที่มหัศจรรย์ แล้วมหัศจรรย์ในใจดวงนั้น ไปพูดให้ใครฟัง เขาว่าอยู่นอก นอกเหตุนอกผล
ถ้ามันนอกเหตุนอกผล มันต้องเป็นนอกเหตุนอกผลตามข้อเท็จจริงในหัวใจของตน เอวัง